มาทำความรู้จัก MBA กันเถอะ
สวัสดีครับน้องๆ
วันนี้เป็นวันหยุด วันแรงงาน1วัน น้องๆไปเที่ยวไหนกันบ้างหรือเป่าครับ ยังไงก็ต้องดูแลตัวเองกันด้วยน่ะครับน้อง วันนี้พี่มีข้อมูลดีๆมาฝากน้องๆอีกแล้วน่ะครับ หลายคนคงสงสัยว่า MBA คืออะไร เรียนเพื่ออะไร จบมาแล้วสามารถทำงานอะไรต่อได้ จะไปเรียนต่อที่ประเทศไหนถึงจะดี วันนี้พี่มีคำตอบมาให้น้องๆหายสงสัยกันแล้วน่ะครับ
หลายคนอาจจะคิดว่าหลักสูตร MBA เป็นหลักสูตรฮิตสำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร , เป็นหลักสูตรที่เรียนง่าย ชิวชิว เรียนให้จบเพื่อมีวุฒิปริญญาโทไว้ update personal profile แต่จริงๆแล้วหลักสูตร MBA มีอะไรที่เยอะกว่านั้นครับ ทีนี้เรามาเริ่มทำความรู้จัก MBA กันเพิ่มเติมดีกว่าครับ
หลักสูตร MBA (Master of Business Administration) หรือปริญญาบริหารธุรกิจ มหาบัณฑิต ถือได้ว่าเป็นหลักสูตรปริญญาโท ที่มีผู้กล่าวขวัญถึง และมีผู้สนใจใคร่เรียนมากที่สุดหลักสูตรหนึ่งของโลก ในฐานะ ที่เป็นหลักสูตรสายวิชาชีพระดับสูง เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรให้สอดคล้องกับตำแหน่งการบริหารในอนาคต ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวถูกจัดให้มีขึ้นในแทบทุกหนแห่งของโลก ภายใต้ความเชื่อถือ ที่ว่าหลักสูตร MBA เป็นหลักสูตร ที่ตรงกับความต้องการของระบบธุรกิจ ที่ต้องบ่มเพาะบุคคลากรในตำแหน่งบริหาร โดยไม่จำกัดว่าอุตสาหกรรมเหล่านั้น เป็นอย่างไรหรืออยู่ในภาคธุรกิจประเภทใด อีกทั้งยังไม่จำกัดว่าบริบทของเศรษฐกิจจะเป็นเช่นใด
ทั้งนี้ ปริญญา ที่มีชื่อว่า MBA เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นประเทศแรก ที่พัฒนาหลักสูตรดังกล่าวขึ้นมา นับตั้งแต่ช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษ ที่ 20 ขณะที่ในหลายประเทศ เช่น ในอังกฤษ และประเทศในภาคพื้นยุโรป หลักสูตรการศึกษาขั้นเกินกว่าปริญญาตรี (Post Graduate degree level) ในด้านการบริหาร เพิ่งจะเริ่มพัฒนาในช่วงต้นของทศวรรษ ที่ 1960 เท่านั้น โดยปริญญาดังกล่าวก็มิได้มีชื่อเรียกว่า MBA แต่อย่างใด หากแต่สถาบันการศึกษาเหล่านั้น ยังนิยม ที่จะประสาทปริญญาโทด้านการบริหารไว้ภายใต้ ปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (MSc : Master of Science) หรือปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (MA : Master of Art) มากกว่า (ที่มา: นิตยสารผู้จัดการ360)
คำถามที่ว่าเรียน MBA แล้วได้อะไร จึงเป็นสิ่งที่ใครหลายๆ คนมีอยู่ในใจ ณ เวลาพิจารณาเพื่อเลือกว่าจะเรียนอะไรดี คำถามนี้ถ้าไปถามคนที่เรียนจบ MBA ที่เดียวกัน หลักสูตรเดียวกันออกมาแล้ว อาจได้คำตอบที่แตกต่างกันออกไป แต่คำตอบหนึ่งที่ทุกคน (ถ้าตั้งใจเรียน) คงตอบแน่ๆ คือความรู้ ทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นบริการการตลาด,บริหารการเงิน, บริหารการบัญชี, บริหารทรัพยากรบุคคล, และการบริหารอื่นๆ อีกมากมาย เน้นๆ ว่า ”การบริหาร” ซึ่งก็คือการจัดการงานนั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี อาจทำด้วยตนเองหรือไม่ก็ได้ ความรู้ทางทฤษฎีเหล่านี้อาจเกิดจากการเรียนรู้จากอาจารย์ จากเพื่อนร่วมชั้น หรือจากการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองก็ได้
ผลจากการเรียนรู้ทางทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหาร ก็จะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรอีกหลาบอย่างตามมา หนึ่งในนั้นคือ การเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานของผู้อื่น ในการนำเอาทฤษฎีต่างๆ ข้างต้นไปใช้ในการทำงานจริงๆ ที่อาจพบว่าทฤษฎีบางอย่างไม่สามารถใช้ได้จริงร้อยเปอร์เซนต์ มีข้อยกเว้นต่างๆ มากมาย มีทฤษฎีบางอย่างที่สามารถใช้ได้จริงอย่างประสบความสำเร็จในบริษัทหนึ่ง แต่ล้มเหลวในอีกแห่งหนึ่งเป็นต้น การเรียนรู้จากประสบการณ์นี้มีทั้งทางตรง และทางอ้อม ทางตรงก็คือการเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานของเพื่อนร่วมชั้นเรียน หรืออาจารย์ ทางอ้อมก็คือการเรียนรู้จากการศึกษา Case study เพื่อวิเคราะห์หาจุดอ่อน จุดแข็งจากการทำงานในกรณีศึกษานั้นๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าทฤษฎีต่างๆ นั้นสามารถนำเอาไปใช้ได้อย่างไร
การเรียนการสอนในหลักสูตร MBA จะมีการทำงานกลุ่มค่อนข้างเยอะมากเป็นพิเศษ สิ่งนี้จะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึง “การทำงานร่วมกันเป็นทีม”, “การบริหารเวลา”, และ “การบริหารทรัพยากรบุคคล”ไปพร้อมๆ กันเลยทีเดียว งานกลุ่มจะทำให้สมาชิกในทีมเรียนรู้ซึ่งกันและกันในระหว่างการทำงาน เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันเพื่อให้งานสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมาย ภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด นั่นก็คือต้องมีการบริหารเวลาที่ดี เนื่องจากสมาชิกแต่ละคนมีงานอื่นๆ ที่ต้องรับผิดชอบ สมาชิกแต่ละคนจึงต้องเรียนรู้ในการบริหารจัดการเวลาของตนเพื่อให้งานของกลุ่มสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี การเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้นเริ่มตั้งแต่การจับกลุ่ม นั่นคือขั้นตอนการคัดเลือกคนเข้ามาทำงานกับเรา เราสามารถคัดสรรคนที่มีความรู้ความสามารถ มีความรับผิดชอบ หรือแม้กระทั่งเป็นเพื่อนรักของเราเข้าร่วมกลุ่มได้ และเมื่อได้สมาชิกครบแล้ว ทุกคนก็ต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งงานกันทำ เรียนรู้ถึงความสามารถของแต่ละคน เพื่อให้สามารถจัดคนให้ตรงกับงานให้ได้มากที่สุด นั่นคือ หลักการของ “Put the right man into the right job” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญสำหรับการบริหารทรัพยากรบุคคลนั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่เราได้จากการเรียน MBA ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครบางคนอาจมองข้ามความสำคัญของมันไป แต่ใครอีกหลายๆ คนได้ให้ความสำคัญกับมันเป็นอย่างมาก นั่นคือ “Network” หรือ “เครือข่าย” ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อนร่วมสถาบัน และอาจารย์ ซึ่งสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับอนาคตในการทำงานได้อย่างมากมาย เนื่องจากบุคคลที่เข้ามาเรียนในหลักสูตร MBA ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่กำลังจะ หรือเป็นผู้บริหารในองค์กรที่ตนทำงานอยู่ จึงอาจเป็นลูกค้า, คู่ค้า, หุ้นส่วน หรือแม้กระทั่งเจ้านาย-ลูกน้องในอนาคต ซึ่งมีผลต่ออนาคตการทำงานความก้างหน้าของผู้เรียนเป็นอย่างมาก ในบางครั้งอาจมากกว่าความรู้ทางทฤษฎีที่ได้จากการอ่านหนังสือ หรือที่อาจารย์สอนก็ได้ (ที่มา: Bloggang Knot & the gang)
เลือกเรียน MBA ประเทศไหนดี
- USA ระยะเวลาในการเรียน MBAในอเมริกา ส่วนใหญ่จะประมาณ 2 ปี แต่ปัจจุบันมีบางมหาวิทยาลัยปรับหลักสูตรรวบรัดให้เรียนจบภายใน 1.5 ปีได้ โดยการเรียนจะเรียนแบบเป็น coursework (เป็นการเรียนแบบเก็บหน่วยกิต) และมีการทำ Thesis หรือวิทยานิพนธ์ ข้อดีของอเมริกาคือหลังจากเรียนจบหลักสูตรปริญญาโทในสาขาใดๆในอเมริกา สามารถอยู่ในอเมริกาได้อีก 1 ปี เพื่อทำงานโดยจะเรียกว่า Practical Training
- UK ระยะเวลาเรียนปริญญาโทในอังกฤษส่วนใหญ่จะเรียนเพียง 1 ปีจบ โดยแบ่งการเรียนออกเป็น Taught program หรือ coursework ( 9 เดือน) และมีการทำ Dissertation (3 เดือน) คือสาระนิพนธ์ คล้ายกับ Thesis ของอเมริกาแต่จำนวน wording อาจจะน้อยกว่า เพราะเป็นหลักสูตรรวบรัดแบบ 1 ปี ข้อดีของอังกฤษคือ หลังจากเรียนจบหลักสูตรปริญญาโทในสาขาใดๆในอังกฤษ สามารถอยู่ในอังกฤษได้อีก 2 ปี เพื่อทำงานโดยจะเรียกว่า Practical Training
- Australia ระยะเวลาเรียนปริญญาโทด้าน MBA ในออสเตรเลียส่วนใหญ่จะเรียน 1.5 – 2 ปี ข้อดีของออสเตรเลียคือจะเป็นหลักสูตร coursework อย่างเดียวไม่ต้องทำ Thesis หรือ Dissertation
- New Zealand หลักสูตรของนิวซีแลนด์จะคล้ายๆกับออสเตรเลียทั้งระยะเวลาเรียนและรูปแบบหลักสูตรจะมีบางมหาวิทยาลัยที่อาจจะมีทำ master project หรือ dissertation ข้อเสียของนิวซีแลนด์คือ มีข้อจำกัดทางเลือกในการศึกษาน้อยเพราะ มีมหาวิทยาลัยในประเทศทั้งหมดเพียงแค่ 8 แห่งเท่านั้น
ทีนี้น้องๆคงพอที่จะเข้าใจหลักสูตร MBA กันมากขึ้นแล้วนะครับ ก่อนจบ newsletter ฉบับนี้ พี่มี โปรโมชั่นดีๆของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่ตอนนี้กำลังมอบส่วนลดค่าเล่าเรียนหรือ partial scholarship ให้กับนักเรียนไทยด้วยครับ
- London School of Commerce, London / UK www.lsclondon.co.uk
หลักสูตรปริญญาโทเรียน 1 ปีจบ จบแล้วได้รับ degree award จาก University of Wales Institute, Cardiff ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาลและกพ รับรองครับ ค่าเรียนปริญญาโท 6950 ปอนด์ ทางสถาบันมอบส่วนลดค่าเรียนให้ 500 ปอนด์เหลือเพียง 5950 ปอนด์ และก็แบ่งจ่ายค่าเรียนได้ครับ นอกจากนี้ยังมี special promotion แถมคอร์สเรียนภาษาฟรี 4-8 เดือนครับ
- Murray State University, Kentucky / USA www.murraystate.edu
เป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาลตั้งอยู่ในรัฐ Kentucky ทางตอนใต้ของอเมริกาติดอันดับ 1 ใน 5 Top Tier ของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางตอนใต้ของอเมริกา หลักสูตรปริญญาโทเรียน 2 ปีจบ ค่าเรียน$ 19089 / ปี น้องๆที่ได้รับการตอบรับเข้าเรียนมีสิทธิ์ได้รับ Global Outreach Tuition Waiver จำนวน $ 6000 ครับ
- University of Canberra, Canberra / Australia www.canberra.edu.au
เป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาลตั้งอยู่ในเมือง Canberra ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศออสเตรเลีย และอยู่ ในรัฐ New South Wales ห่างจากซิดนีย์ประมาณ 3 ชั่วโมงโดยรถบัส หลักสูตร MBA เรียน1.5 – 2 ปี ค่าเรียน AUD 31,755 ทางมหาวิทยาลัยมี scholarship ส่วนลดค่าเล่าเรียน AUD 2000 ให้กับนักเรียนที่ได้รับการตอบรับเข้าเรียน
แล้วเรากลับมาพบกันใหม่น่ะครับ
TRINITY TEAM






Facebook