ภาษาอังกฤษกับชีวิตประจำวัน: วิธีการอ่านตัวเลข ใช้สอบIELTS ได้นะ

สวัสดีค่ะ

วันนี้เอาเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับการอ่านตัวเลขในภาษาอังกฤษกันนะคะ หวังว่าคงมีประโยชน์กับน้องๆที่กำลังจะสอบ IELTS และสำหรับผู้ที่สนใจทั่วไปนะคะ

Trinity Team

ตัวเลขในภาษาอังกฤษ…เขาอ่านกันอย่างไร ?

ปกติการอ่านตัวเลขทั่วไป เราจะมีคำว่า “and” เชื่อมระหว่างหลักร้อยกับหลักสิบ แต่ถ้าไม่มีหลักสิบ ก็จะใช้เชื่อมระหว่างหลักร้อยกับหลักหน่วยแทน อาทิเช่น

101 one hundred and one
410 four hundred and ten
521 five hundred and twenty-one
1,539 a/one thousand five hundred and thirty-nine
11,749 eleven thousand seven hundred and forty-nine
50,000 fifty thousand
600,000 six hundred thousand
1,000,000 a/one million

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจำนวนมากๆ อย่างคำว่า “billion” ถ้าเป็นภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน จะหมายถึงหนึ่งพันล้าน (1,000,000,000) แต่แบบอังกฤษจะหมายถึง หนึ่งล้านล้าน (1,000,000,000,000) เช่น ผมบอกว่า I have one billion baht in my bank account. ผมมีเงินในบัญชีอยู่ 1 พันล้านบาท (หรืออาจหมายถึง 1 ล้านล้านบาท ถ้าใช้แบบอังกฤษ) เอ๊ะ! ว่าแต่…ชาตินี้จะได้พูดประโยคนี้กับเขาบ้างไหมเนี่ย?

นอกจากการอ่านตัวเลขข้างต้น เรายังสามารถอ่านตัวเลขแบบแปลกๆ อย่างอื่นได้อีก เช่น

2,300 twenty-three hundred (หรือ two thousand three hundred)
250,000 a quarter of a million (a quarter คือ หนึ่งในสี่ ดังนั้น 1 ใน 4 ของ 1,000,000 จึงหมายถึงเลข 250,000)
500,000 half a million
750,000 three-quarters of a million

นอกจากนี้ยังมีคำศัพท์น่าสนใจบางคำที่แสดงถึงตัวเลข อาทิเช่น

- couple (อ่านว่า คับเพิ่ล) = 2 (คู่ หรือแปลว่าคู่รักก็ได้): A young couple were walking hand in hand along the beach. คู่รักคู่หนึ่งกำลังเดินจับมือกันไปตามชายหาด

- dozen (อ่านว่า ดัสเซ่น) = 12: The number of deaths has risen to more than two dozen. จำนวนคนตายเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 24 คนแล้ว

- score (อ่านว่า สกอร์) = 20 : Our coach was escorted by a score of policemen. โค้ชของเราถูกคุมตัวไปโดยตำรวจ 20 คน

- gross (อ่านว่า กุโรส) = 144 : two gross of candles หมายถึง เทียนจำนวน 288 เล่ม

โปรดสังเกตว่า ต่อให้มีตัวเลขนำหน้าคำว่า dozen, score หรือ gross ก็ไม่ต้องเติม s ที่คำเหล่านี้ เช่น two dozen (ไม่เขียนว่า two dozens), three gross (ไม่ใช้ว่า three grosses)

แต่บางทีคำศัพท์ดังกล่าวอาจจะไม่ได้กล่าวถึงจำนวนตัวเลขที่แน่นอนก็ได้ แต่ให้ความหมายว่ามากหรือน้อย ยกตัวอย่างเช่น You’ll be all right in a couple of days. ไม่ได้หมายถึง คุณจะหายดีภายใน 2 วันแต่ถ้าแปลเป็นไทย ผมจะแปลว่า คุณจะหายดีภายใน 2-3 วัน เพราะ a couple of days มีความหมายโดยนัยว่า a few days แปลเป็นไทยว่า ประมาณสองสามวัน

นอกจากนี้ คำว่า score, hundred, thousand และ million สามารถลงท้ายด้วย s เพื่อแสดงให้เห็นภาพว่ามากมายขนาดไหน เช่น
Scores of victims were killed. เหยื่อหลายสิบคนถูกฆ่าตาย,
hundreds of people คนจำนวนมาก (หลายร้อย),
many thousands of tourists นักท่องเที่ยวนับพันคน,
millions and millions of ants มดเป็นล้านล้านตัว

โปรดสังเกตว่าจะมี of คั่นก่อนคำนามพหูพจน์ แต่ถ้าจะใช้คำว่า hundred, thousand และ million ตามด้วยคำนามพหูพจน์เลยก็ไม่ต้องเติม s หลัง hundred, thousand และ million เช่น
two hundred (= 200) trees ห้ามใช้ two hundreds,
several thousand years ห้ามใช้ several thousands years

การอ่านปีค.ศ.
การอ่านปี ค.ศ. เรามักจะอ่านแยกทีละ 2 ตัว คือ 2 ตัวแรกและ 2 ตัวหลังจนถึงปี ค.ศ.1999 เช่น
1066 อ่านว่า ten sixty-six
1800 อ่านว่า eighteen hundred
1784 อ่านว่า seventeen eighty-four
1902 อ่านว่า nineteen hundred and two หรือ nineteen-O-two (อ่านเลขศูนย์ว่า “โอ”)

ส่วนปี ค.ศ.2000 ขึ้นไปจะอ่านแบบตัวเลขปกติก็ได้ เช่น
2007 อ่านว่า two thousand and seven
2015 อ่านว่า two thousand and fifteen หรือ twenty fifteen ก็ได้เช่นกัน

การอ่านเศษส่วน
การอ่านเศษส่วนนั้น มักจะแบ่งออกเป็น 2 แบบง่ายๆ คือ แบบที่เป็นคำเฉพาะ เช่น
1/2 อ่านว่า a half
1/4 อ่านว่า a quarter หรือ a fourth

นอกนั้นให้อ่าน “เศษ”แบบตัวเลขธรรมดา (อาจใช้ a หรือ an แทน one) และ “ส่วน” ให้อ่านแบบลำดับที่ เช่น
1/5 อ่านว่า a fifth หรือ one-fifth
1/8 อ่านว่า an eighth
1/16 อ่านว่า a sixteenth หรือ one-sixteenth

แต่ถ้าเศษมากกว่าหนึ่งต้องเติม s ที่ส่วนด้วย เช่น
3/4 อ่านว่า three-quarters หรือ three-fourths
3/16 อ่านว่า three-sixteenths
2/3 อ่านว่า two-thirds
1 1/2 อ่านว่า one and a half
2 3/8 อ่านว่า two and three-eighths

การอ่านจุดทศนิยม
เรามักจะอ่านตัวเลขหน้าจุดทศนิยมเหมือนการอ่านตัวเลขทั่วไป และอ่าน “จุดทศนิยม” ว่า point ส่วนตัวเลขหลังจุดทศนิยมให้อ่านแบบเรียงตัว โดยไม่ต้องมี hundred, thousand,…แสดงหลักอีก เช่น 5.2 อ่านว่า five point two หรือ 123.36 อ่านว่า one hundred and twenty-three point three six

บวก ลบ คูณ หาร อ่านอย่างไร?
-บวก (+) ใช้คำว่า “add” หรือ “plus” เช่น
7 + 5 = 12 อ่านว่า Add 7 and 5 to make 12. หรือ 7 plus 5 equals 12.

-ลบ (-) ใช้คำว่า “minus” หรือ“subtract” เช่น
7 – 5 = 2 อ่านว่า 7 minus 5 is 2. หรือ If you subtract 5 from 7, you get 2. หรือ 7 subtract 5 leaves 2.

-คูณ (x) ใช้คำว่า “multiply” หรือ “times” (ภาษาพูด) เช่น
7 x 5 = 35 อ่านว่า 7 multiplied by 5 is 35. หรือ 7 times 5 equals 35. หรือ อาจใส่ s ที่หลังตัวเลขตัวหลัง เช่น Seven Fives are 35.

-หาร (÷) ใช้คำว่า “divide” เช่น
6 / 3 = 2 อ่านว่า 6 divided by 3 is 2. หรือ If you divide 6 by 3, you get 2.

การอ่านเวลาแบบง่ายๆ
การอ่านเวลา เราควรจะอ่านแยกชั่วโมงกับนาที เช่น
10.25 a.m. อ่านว่า ten twenty-five in the morning.
03.00 p.m. (บ่ายสามโมง) อ่านว่า three o’clock in the afternoon.
08.30 p.m. (สองทุ่มครึ่ง) อ่านว่า eight thirty in the evening. (อ่านว่า “อีฟนิ่ง” อย่าอ่านว่า “อีเวนนิ่ง” นะครับ)

โดย a.m. ย่อมาจากภาษาละตินว่า ante meridiem แปลว่า ก่อนเที่ยง (in the morning) โดยใช้แสดงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนถึงเที่ยงวันใช้

ส่วน p.m. ย่อมาจากภาษาละตินว่า post meridiem แปลว่า หลังเที่ยง โดยหลังเที่ยงวันถึงหกโมงเย็นใช้ p.m.= in the afternoon แต่ถ้าหกโมงเย็นไปจนถึงเที่ยงคืนใช้ p.m. = in the evening

สำหรับเที่ยงวันพอดีเราใช้ at noon และเที่ยงคืนพอดี ให้ใช้ at midnight ซึ่งฝรั่งส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับการนับเวลาแบบ 12 ชั่วโมงมากกว่าการนับเวลาแบบ 24 ชั่วโมง (twenty-four hour clock) ที่คนไทยนิยมใช้กันค่ะ

ทักทาย

หากต้องการให้มีรูปอวตาร (avatar) ประจำอีเมล กรุณา สมัครที่ Gravatar